วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

# งานพุทธาภิเษกของอโศกเป็นสุดยอดปาฏิหาริย์อย่างไร

งานพุทธาภิเษกของอโศกเป็นสุดยอดปาฏิหาริย์อย่างไร
 
งานพุทธาภิเษกปี 2561 กับอีกหนึ่งปีที่ผ่านไป ลองทบทวนชีวิตใหม่ที่ได้รับมา หลังจากฟังธรรมเข้าใจ เมื่อคราวมาร่วมงานพุทธาภิเษก ปี 2560 ว่าเราเป็นคนที่แตกต่างจากเดิมอย่างไร แม้ยังคงวนอยู่ในวัฏฏะที่เต็มไปด้วยกิเลสคล้ายเดิม แต่จิตเราสูงขึ้นหรือไม่
เวลานี้เมื่อปีที่แล้ว มีโอกาสได้เดินทางมาร่วมงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ของชาวอโศกเป็นครั้งแรกอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คืออยู่ได้ครบ7วัน ด้วยความตั้งอกตั้งใจศึกษาเรียนรู้อย่างเกินร้อย แม้ทีแรกจะมาแบบไม่ค่อยมั่นใจ มาแบบต้องบังคับตัวเองนิดหน่อย เพราะกลัวๆกล้าๆ ว่าจะอยู่ได้ไหม ลำบากไหม ตื่นตี3 ไหวไหม ทนร้อนได้ไหม แต่ด้วยความอยากรู้อยากศึกษา จึงลากตัวเองมา หนึ่งปีผ่านไป งานพุทธาภิเษกปี 2561 นี้ กิเลสความกังวลแบบเดิมไม่มีแล้ว

 ระยะเวลาหนึ่งปีหลังจากฟังธรรมเข้าใจ จนกระทั่งสามารถเปลี่ยนจิตวิญญาณ ได้ลดละเลิกสิ่งยึดที่เป็นเหตุแห่งทุกข์ในระดับต้นๆ ล้างอบายมุขขั้นหยาบเบื้องต้นไปได้หมดแล้ว สามารถดำเนินชีวิตตามกรอบของศีล5 ได้อย่างเป็นปกติแล้ว ชีวิตกำลังเริ่มก้าวเข้าสู่ฐานใหม่ มีสติ รู้จักอ่านเวทนาความรู้สึกที่เกิดขึ้นในจิต เมื่อมีผัสสะมากระทบ แยกตัวกามพยาบาทอกุศลในจิตได้มากยิ่งขึ้น รู้จักปหานตัวกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมาในจิตเราได้มากขึ้น และกำลังพยายามฝึกฝนต่อไป เพื่อลดละความติดยึดในกามคุณ5 ที่มาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยอ่านการกระทบสัมผัสที่เกิดภายในใจ แล้วทำให้จางคลาย ให้ได้มากยิ่งขึ้น ได้รู้จักลิ้มรสความสงบจากกิเลสในจิต จนเกิดเป็นปิติหล่อเลี้ยงบ้างเป็นครั้งคราวได้อีกด้วย
เกิดอะไรขึ้นที่งานพุทธาภิเษกแบบอโศก ทำไมระยะเวลาเพียง7 วัน จึงสามารถส่งผลให้จิตวิญญาณเราเปลี่ยนไปในทางที่สูงขึ้น เจริญขึ้นได้เพียงนี้ เขามาทำอะไรกันบ้างในงานนี้ คุณอยากเป็นคนหนึ่งที่ฟังธรรมเข้าใจ จนเปลี่ยนชีวิตและจิตวิญญาณไปในทางโลกุตระหรือไม่

งานพุทธาภิเษกของชาวอโศก จัดมีขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ในช่วงวันมาฆะบูชา ซึ่งมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมของทุกปีญาติธรรมชาวอโศกจากทั่วประเทศ (บางครั้งจากต่างประเทศด้วย) จะเดินทางมารวมกันในงานงวดเข้มทางธรรม ไม่ใช่เพื่อมาซื้อของราคาถูก หรือมากินอาหารมังสวิรัติไร้สารพิษแสนอร่อย แต่มาเรียนศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาเข้าคอร์สกวดอัด”วิชชา” ทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ
 
เริ่มต้นงานในวันแรกด้วยการฟังธรรมก่อนฉัน โดยพระโพธิสัตว์ ในวัยย่าง 84 ผู้เปี่ยมเมตตาและพลังอิทธิบาทในการพร่ำสอนสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ อย่างพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ท่านปูหัวข้อหลักธรรมที่ประมาณการว่าจะสอนลูกหลานในแต่ละปี รวมถึงความสำคัญของการปฏิบัติธรรมตามพื้นฐานของหลักไตรสิกขา โดยเริ่มจากความสำคัญของศีล พร้อมอธิบายเนื้อความของศีล8 อย่างละเอียด ก่อนจะให้รับศีล 8 ที่มีเนื้อหาลึกกว้าง เข้มเคร่ง ถอดออกมาจากพระไตรปิฎก ไม่เหมือนที่ใด แต่มีการแบ่งขั้นตอนการปฏิบัติในตัวเอง ตั้งแต่ระดับต้น จนถึงระดับอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ให้เลือกปฏิบัติตามฐานกำลังของผู้รับมาปฏิบัติได้ เพราะศาสนาพุทธให้อิสรภาพ และเน้นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน ไม่มีการบังคับ และไม่มีทางลัด
 
ในแต่ละวัน กิจกรรมจะเริ่มด้วยการทำวัตรเช้าในเวลาตี 3 ครึ่ง มีการสวดมนต์แปลเป็นเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และตามด้วยการเทศน์โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่เปิดกรุคลังสัญญา ทุ่มเทพลังปัญญาอธิบายขยายสภาวะ พร้อมเกาะพระไตรปิฎกประกบอย่างเข้มข้น เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จนฟ้าเริ่มสาง หลัง 6 โมงเช้า ญาติโยมจึงแยกย้ายไปเตรียมตัวใส่บาตรสืบสานประเพณีแห่งพุทธ และพักผ่อนตามอัธยาศัย ผู้ที่ทำธุระส่วนตัวเสร็จเร็ว และอยากบำเพ็ญประโยชน์ สามารถเข้าไปเป็นลูกมือช่วยบรรดาแม่ครัวพ่อครัวทำอาหารและน้ำปั่นผักเพื่อสุขภาพในส่วนของโรงครัว หรือเป็นไม้เป็นมือช่วยทำความสะอาดสถานที่ทั่วไป กวาดใบไม้ ล้างห้องน้ำ เป็นต้น
 
เวลา 9 นาฬิกา เป็นกิจกรรมเทศน์ก่อนฉัน โดยสมณะ สิกขมาตุ ที่จะเวียนสลับกันมาให้ความรู้ ประสบการณ์ และสภาวะในการปฏิบัติธรรมในเรื่องต่างๆ สลับกับแขกรับเชิญที่สละเวลามาร่วมเสวนาด้วย ในปีนี้ อาทิ คุณลุงจำลอง ศรีเมือง และนายแพทย์อมร เปรมกมล ที่มาสอนการล้างพิษจากการเสพติดผงชูรส เป็นต้น ช่วง 10 โมงถึงเที่ยง เป็นรายการพุงยิ้ม คือการรับประทานอาหารไร้สารพิษร่วมกันอย่างมีสติ ตามด้วยรายการตอนเที่ยงถึงบ่ายสอง เป็นการแบ่งกลุ่มย่อยสนทนาธรรมอย่างเป็นกันเอง กับสมณะสิกขมาตุตามเงาโคนต้นไม้ ในชื่อว่าธรรมะกระดานดำ ซึ่งเราสามารถเลือกกลุ่มเองได้ตามความสมัครใจ เรียกได้ว่าเป็นรายการช้อปปิ้งธรรมะ ตามความสนใจและสภาวธรรมของแต่ละบุคคล
 
ช่วงบ่าย 2 ถึง 4 โมงเป็นรายการยืดเส้นยืดสายคือการเยี่ยมไปชมดูฐานงานต่างๆ ภายในพุทธสถาน อาทิ อาคารทำยาสมุนไพร โรงปุ๋ย ร้านค้า หรือช่วยงานตามฐานงานตามความจำเป็น อาทิ เก็บผัก เก็บมะพร้าว สำหรับผู้ที่ยังเพิ่มปริยัติไม่จุใจ ก็ยังสามารถฟังธรรมกลุ่มย่อยในศาลา กับสมณะสิกขมาตุต่ออีกได้เช่นกัน 

สำหรับกิจกรรมภาคค่ำ เวลา 6 โมงถึง 2 ทุ่มทุกวัน เป็นรายการความรู้รอบตัวเชิงโลกุตระ โดยวิทยากรชาวอโศกและที่ได้รับเชิญมา อาทิ เรื่องการป้องกันและรักษาโรคหัวใจ โดย นพ.วัชระ ก้อนแก้ว กสิกรรมตามศาสตร์พระราชาโดยอาจารย์ยักษ์ กสิกรรมยุคใหม่โดยคุณไก่ จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ EarthSafe ทั้งนี้ ในวันมาฆะบูชา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์จะเทศน์เพิ่มรอบพิเศษและมีการตอบปัญหาในช่วงเย็นด้วย

แม้หัวข้อธรรมจะมีความแตกต่างกันในแต่ละปี แต่ล้วนเป็นไปเพื่อสาระเดียวกันคือ การ”ปลุก” สร้าง และปลูกความเป็นโลกุตระในตัวเรา ผู้ใดมาแล้วไม่ตั้งใจฟัง อาจไม่ได้อะไรไปนอกจากการเข้าคอร์สขาเหน็บชา หรือคอร์สคอเคล็ดจากการสัปหงก แต่ถ้าผู้ใดตั้งใจขวนขวายเก็บเกี่ยว งานพุทธาฯ นี้ก็จะเป็นคอร์สกวด”วิชชา” ติวเข้ม เพิ่มปริยัติ ตอกย้ำศีล ในการฝึกฝนภาคปฏิบัติของเราต่อไป เป้าหมายของงานพุทธาฯ จึงไม่ใช่เวลาเพียง 7 วันที่มาอยู่ที่วัด ครบ 7 วันแล้วก็ฝากวัดไว้ ปีหน้ามาใหม่ คงกอบกู้ความเสียหายกันไม่ไหว แต่เป้าหมายคือการใช้ 7 วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสู่ชีวิตที่สูงและเจริญขึ้นอย่างต่อเนื่อง ให้ปฏิบัติศีลจนจิตเกิดพลังปัญญา รู้ความจริงตามความเป็นจริง สั่งสมเกิดความตั้งมั่นเป็นสมาธิ ไปตามลำดับขั้น

หนึ่งปีหลังงานพุทธาภิเษกที่ผ่านไป ได้อะไรมากมาย แต่ที่สำคัญคือ รู้ว่ามีอะไรต้องทำอีกมากมายยิ่งกว่า คือเมื่อเราได้รู้จักกิเลส รู้จักการอ่านกิเลสในจิตเราแล้ว ก็ยิ่งรู้ว่ามีอะไรที่ต้องล้างอีกมากมายแค่ไหน แม้ทำไม่ได้อยู่อีกมากโข แต่อย่างน้อยก็รู้ว่ากิเลสมันมีอยู่ ที่เคยทุกข์เวลามีผัสสะ ก็เริ่มเห็นว่าผัสสะคือโจทย์ให้ศึกษา คือตัวกระแทกชั้นดีเพื่อให้กิเลสที่หลบซ่อนนอนเนื่องนั้นโผล่ขึ้นมา ยิ่งเมื่อปฏิบัติลดละ แล้วยิ่งรู้สึกว่ากิเลสเรานี้มากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งต้องดีใจ โอ้ นี่เราอ่านจิตชำแหละตัวกิเลสผ่านเวทนาออกมากขึ้น ก็เลยเห็นเจ้าตัวร้ายที่ฝังลึกในจิตมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวเล็กในซอกน้อย มันก็โผล่ขึ้นมาให้อ่าน ตัวโตๆที่คุ้นเคยกัน เราก็เริ่มรู้ทันมันมากขึ้น ตื่นกลัวมันน้อยลงกว่าเก่า

พระพุทธเจ้าให้ความสำคัญกับลำดับขั้นมาก เพราะถ้าไม่มีลำดับขั้น พอเราเริ่มอ่านจิตเป็น เริ่มรู้เช่นเห็นชาติกิเลสตัวร้าย คงเป็นลมล้มพับไปเป็นแน่ เพราะไม่รู้จะเริ่มสู้กับมันท่าไหนก่อนดี ลำดับขั้นจึงสำคัญ ทำให้เราได้วางใจ จะได้ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามฐาน ทั้งนี้ ทั้งพ่อครูและสมณะสิกขมาตุต่างเน้นฉันทะในการปฏิบัติ ถ้าปราศจากตัวลำดับขั้นแล้ว คงเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ว่าเราก้าวสูงขึ้นและทบทวนขั้นที่เราผ่านขึ้นมา เพื่อสร้างปิติเป็นกำลังใจให้กับการเดินทางในเส้นนี้

ที่พ่อครูบอกว่า การสร้างบุญ ลดกิเลสให้ถึงที่สุด เป็นการเข็นเขาขึ้นครกนั้น ในหนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า ครกเราก็เริ่มเคลื่อนตัวไปในทิศทางที่ถูกต้องถูกตรง และเข็นให้สูงขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว แม้นิดหน่อยก็ยังดี เพราะอย่างน้อยตอนนี้ เราก็ได้รู้จักครก เรียนรู้วิธีเข็นครกไปตามลำดับ และได้รู้จักยอดเขาและตีนเขาแล้ว อีกทั้งยังมีมิตรดีร่วมเข็นครกของตัวเองในทุกระดับเป็นกำลังใจอยู่รอบตัว เราคงจะไม่เข็นผิดทางหรือเข็นลงเขา(หรือถูกครกทับแล้วยังไม่รู้ตัว)อีกแล้ว (และต่อให้เข็นผิดทาง หรือเริ่มเข็นลง หรือถูกครกทับ คราวนี้คงจะมีมิตรดีมาช่วยเป็นแน่ เยๆๆๆ)
ที่เรียกงานพุทธาภิเษกว่าเป็นสุดยอดปาฏิหาริย์เพราะอะไร ก็เพราะผู้เข้าร่วมงาน แม้จะเข้ามาอย่างปุถุชนที่หนาด้วยกิเลส แต่จะกลับออกไปอย่างกัลยาณชน ที่รู้จักและรู้วิธีลดกิเลส มีความเจริญทางโลกุตระยิ่งๆขึ้นไป ผู้ที่เคยเข้าร่วมงานจนเกิดผลต่อจิตได้จริง จึงอยากเชิญชวนผู้อื่น ให้มาร่วมสร้างอาริยบุคคลในตัวเรากัน

จะขอเข็นครกขึ้นเขาต่อไป ร่วมกับมิตรดีทุกท่าน แม้ครกจะหนัก ทางจะลาดสูงชันขึ้นเรื่อยๆ บางทีไม่เห็นแม้แต่ยอดลิบๆ มีท้อบ้างแต่จะไม่แพ้ ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ปีหน้าพบกันใหม่ ในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ปี 2562 ในระดับครกที่สูงขึ้นอีก.

ต้อม
ปรารถนา พรประภา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

# พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ฝากลมฝากฟ้าผ่านสื่อไปถึงนายกฯลุงตู่ด้วยความปรารถนาดี

_มีคำถาม ในรายการ วิถีอาริยธรรม วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561นี้ ว่า.....เปรยตามสายไลน์มาว่า พ่อท่านพูดอะไรก็ดีไปหมด มีเรื่องเดียวที่ไม่เข้าห...